ทากสีชมพูพันธุ์ใหม่ที่ค้นพบในประเทศออสเตรเลีย

ทากสีชมพูพันธุ์ใหม่ที่ค้นพบในประเทศออสเตรเลีย เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิกรายงานว่าได้มีการพบทากพันธุ์ใหม่ที่อาศัยบริเวณ Mount Kaputar ประเทศออสเตรเลียนาย ไมเคิล เมอร์ฟี่ เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลอุทยานแห่งชาติออสเตรเลีย กล่าวว่า นี่น่าจะโครงสร้างพันธุ์กรรมที่พบเฉพาะพื้นที่  และดูเหมือนว่าการวิจัยเกี่ยวกับทากพันธุ์ใหม่นี้จะถูกตีพิมพ์เอกสารในไม่ช้าขณะเดียวกันรัฐบาลออสเตรเลียได้ทำการเคลื่อนย้ายเจ้าทากสีชมพูพันธุ์ใหม่ไปยังภูเขาในนิวเซาส์เวลที่เป็นเขตพื้นที่ระบบนิเวศน์ใกล้สูญพันธุ์เพื่อปกป้องทากสีชมพู เมื่อ 10 ล้านปีก่อนออสเตรเลีย ปาปัวนิวกีนี อินเดียและแอฟริกาบางส่วนรวมทั้งอเมริกาใต้อยู่รวมกันและถูกเรียกว่า “Gondwana” ปกคลุมด้วยป่าดิบชื้น แต่เมื่อ 17 ล้านปีที่ผ่านมาเกิดภูเขาไฟระเบิดทำให้ภูมิประเทศของออสเตรเลียเปลี่ยนเป็นทะเลทราย แต่พื้นที่บ้างส่วนอย่าง  Mount Kaputarยังคงมีความชุ่มชื่้นและอุดมสมบูรณ์อยู่ พื้นที่ของ Mount Kaputar จึงเป็นดังสวรรค์ของสัตว์สายพันธุ์หายากอย่างทากสีชมพู เมอร์ฟี่กล่าวว่าทากเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศ พร้อมทั้งกล่าวยกย่องสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ในขณะที่ผู้คนทั่วไปจะชื่นชมและให้ความสนใจนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แต่สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังตัวน้อยกลับเป็นส่วนขับเคลื่อนสำคัญของระบบนิเวศน์Mount Kaputar เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยสัตว์หลากหลายสายพันธุ์ และกำลังถูกคุกคามจากภาวะโลกร้อน  โดยอุณหภูมิที่เพิ่มเพียงแค่ 1-2 องศาก็จะทำให้สัตว์และพืชพันธุ์ต่างต้องสูญพันธุ์ได้  เราควรทำทุกอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียของพันธุ์สัตว์และพันธุ์พืช

วิธีการซักบราชุดชั้นในสวยๆ

เคล็ดลับวิธีการซักบราชุดชั้นในสวยๆ ด้วยมือ เป็นวิธีที่ถนอมบราชุดชั้นในของเราดีที่สุด คือ แยกบราชุดชั้นในสีขาวและสีสัน ซักคนคะครั้ง หรือ อาจจะซักบราชุดชั้นในสีขาวก่อน แล้วค่อยตามด้วยบราชุดชั้นในที่มีสีสัน เป็นการประหยัดน้ำและน้ำยาหรือผงซักผ้าค่ะ ตรวจสอบ จัดสาย ตะขอเกี่ยว ฟองน้ำเสริมตามรูปทรงขอบราชุดชั้นในของเรา ระวังตะขอจะไปเกี่ยวกับเนื้อผ้า ลูกไม้ หรือ โครงอาจจะบิดงอในระหว่างซักกันค่ะ  ซักน้ำแรก ชำระล้้างสิ่งสกปรก คราบเหงื่อออกจากบราชุดชั้นในของเรา ด้วยน้ำเย็นกันนะคะ เลือกน้ำยาซักผ้า หรือ ผงซักฟอก ตามคำแนะนำของป้ายกำกับของบราชุดชั้นในนั้นๆ โดยเฉพาะ หรือ เลือกน้ำยาชักผ้า หรือ ผงซักฟอกอย่างอ่อน สำหรับซักบราชุดชั้นในที่ไม่มีฤทธิ์เป็นกรดกัดกร่อน และให้ใช้ปริมาณที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการตกค้าง อันมีผลกับเนื้อผ้า หรือวัสดุของบราชุดชั้นในนั้น ห้ามใช้น้ำยาฟอกขาวเป็นอันขาดค่ะ การซักรูป เสียทรงค่ะ และไม่ควรแช่ผ้า หากว่ามีคราบสกปรกมาก ให้เพิ่มน้ำยาซักผ้า หรือ ผงซักฟอก หรือ น้ำยาป้าย หรือ ทำความสะอาดด้วยวิธีพิเศษเฉพาะจุดค่ะ ล้างออกด้วยน้ำเย็นสัก 2-3 น้ำ หรือให้แน่ใจว่า ไม่มีน้ำยาซักผ้า หรือผงซักฟอกหลงเหลืออยู่ค่ะ ซักน้ำสุดท้ายด้วยน้ำยาปรับผ้านุ่มหอมๆ อาจแช่ผ้าไว้สักเล็กน้อย เพื่อให้กลิ่นติดทน และใยผ้าคืนตัวนะคะ เราจะได้บราชุดชั้นในหอมๆ สวมใส่นุ่มไม่ระคายเคืองต่อผิวค่ะ อย่าบิด แต่ใช้วิธีบีบน้ำออกจากบราชุดชั้นในที่ผ่านกระบวนการซักเรียบร้อยแล้วเบาๆ ให้พอแห้งหมาดๆ ก็พอนะคะ แล้วกลับตะเข็บด้านในออก สบัดเบาๆ จัดรูปทรงให้บาลานซ์กันก่อนผึ่งในที่ที่มีลมโกรก ตากแดดอ่อนๆ พอ อย่าตากไว้กลางแจ้งเชียว เพราะจะทำให้เนื้อผ้าซีด ยางและความยืดหยุ่นตามขอบต่างๆ เสื่อมเร็วค่ะ

เรื่องน่ารู้ ของคนถนัดซ้าย

การที่บุคคลหนึ่งจะถนัดขวา (จริงๆ คือถนัดมือขวา) หรือถนัดซ้ายนั้น นักวิชาการปัจจุบันเชื่อว่าเลือกไม่ได้เพราะมันมาจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมในครรภ์  ในปี 2007 มีการพบว่ายีนส์ที่ตั้งชื่อว่า LRRTM 1 เกี่ยวข้องกับการเพิ่มขึ้นของโอกาสในการถนัดซ้ายนอกจากนี้ยังพบว่าการจะถนัดมือไหนเริ่มพัฒนาตั้งแต่อยู่ในครรภ์โดยสังเกตเห็นได้จากการวางมือใดไว้ใกล้ปากมากที่สุด มือนั้นก็จะเป็นด้านที่ถนัดในเวลาต่อมา ปัจจัยสำคัญอีกตัวหนึ่งก็คือ ปริมาณของฮอร์โมนเพศชาย (testosterone) ในครรภ์ที่ทารกเติบโตอยู่ทฤษฎีของ Norman Geschwind ระบุว่า ฮอร์โมนเพศชายจะไปกดการเจริญเติบโตด้านซ้ายของ cerebral hemisphere (บริเวณสมองซีกซ้าย) จนเซลล์สมองหรือ neurons ย้ายไปเติบโตในซีกขวาแทน ดังนั้น ทารกในครรภ์จึงมีทางโน้มที่จะถนัดซ้ายเพราะสมองซีกขวาควบคุมการทำงานซีกซ้ายของร่างกายสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับการถนัดซ้ายก็คือ ประชากรอังกฤษในทศวรรษ 1970 มีหญิงชายอายุ 15-24 ปี อยู่ร้อยละ 11 ที่ถนัดซ้าย ซึ่งตัวเลขเดียวกันในอายุ 55-64 ปี หรือเกิดก่อนหน้าเด็กกลุ่มแรกประมาณ 40 ปี มีเพียงร้อยละ 3 ในสหรัฐอเมริกาก็พบคล้ายกันกล่าวคือ ส่วนของคนเกิดในทศวรรษ 1960 ถนัดซ้ายมากกว่าสองเท่าของคนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปในสหรัฐอเมริกาเดิมเชื่อกันว่า คนถนัดซ้ายมีส่วนในประชากรเพียงประมาณ ร้อยละ 10 แต่เมื่อพิจารณาข้อมูลของประชากรอเมริกันที่ถนัดซ้าย โดยจำแนกตามปีเกิดแล้วก็จะพบว่ามีส่วนสูงขึ้นเรื่อยๆ เช่น เกิด ค.ศ.1943-1952 มีส่วนถนัดซ้ายร้อยละ 12 เกิด ค.ศ.1953-1962 ร้อยละ 13 และเกิด ค.ศ.1963-1972 ร้อยละ 15.8 (สถิติเหล่านี้มาจากการถามว่าถนัดมือข้างใดหลังจากเติบโตเป็นเยาวชนแล้ว) ในประเทศอื่นก็เชื่อว่ามีส่วนของคนถนัดซ้ายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกัน แต่มิได้เกิดถนัดซ้ายเพิ่มขึ้นมากเพราะสาเหตุจากฮอร์โมนเพศชาย แต่เชื่อว่ามาจากการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมการเลี้ยงดูและให้โอกาสเด็กพัฒนามากกว่าอย่างอื่น

จริงหรือ ‘กำหมัด‘ ช่วยให้สมองจำดีขึ้น

วันนี้เราไม่ได้มาชวนคุณๆ มาท้าตีท้าต่อยใครนะคะ คุณเคยเป็นไหมเวลาที่เหนื่อยล้าจากการทำงานหรือสมองออกจะตื้อๆ เราต้องลองเปลื่ยนอิริยาบถเสียหน่อย แต่ละคนก็จะมีวิธีแตกต่างกันไป เช่น การลุกไปยืดเส้นยืดสาย หรือเดินแกว่งแขน ท่าบริหารง่ายๆ ด้วยการกําหมัด เป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยทำให้เรารู้สึกดีขึ้น จากผลวิจัยล่าสุดของนักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยมอนต์แคลร์สเตท รัฐนิวเจอร์ซี สหรัฐอเมริกา เปิดเผยเมื่อเร็วๆ นี้ ระบุว่า การกำมือแน่นๆ ช่วยให้ความจำดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ความสามารถในการระลึกความทรงจำเก่าๆ กลับคืนมาได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย โดยได้ทำการทดลองกับอาสาสมัครผู้ใหญ่จำนวน 50 คน ให้จดจำคำศัพท์จากลิสต์คำศัพท์จำนวนมากขณะที่ทดลองกำมือไปด้วย พบว่า การกำมือขวาเป็นเวลา 90 วินาทีจะช่วยให้การจดจำสิ่งใหม่ๆ ทำได้ดีขึ้น ในขณะที่การกำมือซ้ายด้วยเวลาเท่าๆ กันจะช่วยให้การเรียกคืนความทรงจำเก่าๆ ทำได้ดีขึ้น การกำมือขวาก่อนเรียนรู้ข้อมูลต่างๆ และการกำมือซ้ายก่อนจะเรียกคืนความทรงจำนั้นสามารถปรับปรุงระบบความทรงจำได้ โดยปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนการทำงานของสมองชั่วคราว ทั้งนี้ งานวิจัยก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่าการกำมือซ้ายและมือขวาสามารถกระตุ้นการทำ งานของสมองซีกตรงกันข้ามได้ รวมถึงยังมีความสัมพันธ์กับอารมณ์ด้วย เช่น การกำมือขวาเชื่อมโยงกับความความสุขและความโกรธ ในขณะที่การกำมือซ้ายเชื่อมโยงกับความเศร้าและความวิตกกังวล

ยาไวอะกร้าผู้หญิง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 27 พ.ค.ว่า วงการแพทย์คาดว่า จะสามารถวางจำหน่าย”ยา”ไลบริโด้”ซึ่งมีคุณสมบัติแก้ปัญหาอาการเซ็กส์เสื่อม และกระตุ้นความต้องการทางเพศสำหรับผู้หญิง ภายในอีก 3 ปีข้างหน้า หลังจากวงการแพทย์ได้เริ่มกระบวนการผลิตยาดังกล่าวแล้ว โดยการวางจำหน่ายนี้ จะสามารถทำให้ผู้หญิงมีโอกาสใช้ยาแก้ปัญหาทางเพศ ได้เหมือนเพศชาย ซึ่งสามารถใช้ยาไวอะกร้า แก้ปัญหาไร้สมรรถภาพทางเพศได้เช่นกัน รายงานระบุว่า ในกระบวนผลิตยาดังกล่าว ถือว่าเป็นไปอย่างดีและน่าประทับใจ ภายหลังได้ทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างผู้หญิง 200 คนในสหรัฐ แต่วงการแพทย์ยังจะต้องหาวิธีไม่ให้ยาดังกล่าวมีผลข้างเคียงอันตราย ที่จะทำให้ผู้หญิงเกิดอาการใจกล้าทางเพศมากเกินไป โดยที่ผ่านมา วงการแพทย์หวังว่า แจ้งเกิดตลาดยาไวอะกร้าสำหรับเพศหญิง หลังจากไวอะกร้าสำหรับเพศชาย สามารถทำเงินให้แก่ตลาดการแพทย์ได้เป็นมูลค่ากว่า 1,500 ล้านปอนด์ต่อปี แต่ที่ผ่านมา กระบวนการผลิตยาดังกล่าวยังล้มเหลว เนื่องจากอารมณ์ทางเพศของผู้หญิงจะถูกกระตุ้นจากสาเหตุทางจิตใจ มากกว่าร่างกาย ผิดกับผู้ชาย ด้านบริษัท”อีโมชั่นนัล เบรน”ผู้ผลิตยาสัญชาติเนเธอร์แลนด์ เชื่อว่า บริษัทจะสามารถผลิตยาไวอะกร้าสำหรับผู้หญิง ซึ่งควรกินยาดังกล่าว 3 ชม.ครึ่งก่อนมีเพศสัมพันธ์ และยานี้จะมีคุณสมบัติทำให้ผู้หญิงสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้มากกว่าปกติ และเชื่อว่าสามารถทำให้ถึงจุดสุดยอดได้ด้วย นอกจากนี้ บริษัทเชื่อว่า ยาดังกล่าวจะเป็นที่นิยมสำหรับผู้หญิงที่แต่งงานมานาน และเบื่อเรื่องเพศ และคาดว่าจะสามารถวางจำหน่ายในยุโรป และสหรัฐ ได้ก่อนสิ้นปี 2016 ด้านดร.ไมค์ ไวลี่ หนึ่งในผู้ผลิตยาไวอะกร้า แสดงความชื่นชมการผลิตยา”ไลบริโด้”ว่าเป็นแนวคิดที่น่าสนใจมาก อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางรายยังแสดงทัศนะวิตกว่า ยานี้อาจก่อให้เกิดปัญหาทำให้ผู้หญิงมีอาการ”ใจกล้าทางเพศ” รวมทั้งบางกลุ่มไม่เชื่อว่า ยาไลบริโด้จะเป็นยาที่ประสบความสำเร็จในการฟื้นอารมณ์ทางเพศของผู้หญิง อ้างว่า จากการสำรวจที่ผ่านมา พบว่า ผู้หญิงกว่า 43 เปอร์เซนต์ต้องประสบกับภาวะมีแรงขับทางเพศต่ำ และยาดังกล่าวอาจช่วยได้แค่กระตุ้นให้อารมณ์ทางเพศของผู้หญิงในระดับต่ำ เพิ่มขึ้นเพียงระดับปกติเท่านั้น

5 ข้อควรรู้ของชีส

ชีสไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มอรรถรสของอาหารหรือเป็นเพียงของโปรดของบรรดาหนูในการ์ตูนเท่านั้น แต่ชีสมีประโยชน์กับร่างกายมากกว่าที่คุณคิด

1. เนื่องชีสมีแร่ธาตุแคลเซียมที่มีส่วนช่วยดูแลและบำรุงฟันให้แข็งแรงในปริมาณสูงกว่านมวัว และมีน้ำตาลต่ำ ได้แก่ น้ำตาลแล็กโทส มอลโทส และกลูโคส ซึ่งช่วยลดการเกิดฟันผุได้

2. แคลเซียมที่มีอยู่ในชีสนั้นมีปริมาณสูงและเป็นรูปแบบที่สามารถดูดซึมได้ง่าย ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง นอกจากนี้แคลเซียมยังมีหน้าที่สำคัญในการทำงานของเซลล์ต่างๆ ภายในร่างกายด้วย เช่น ช่วยเรื่องการแข็งตัวของเม็ดเลือด บำรุงการทำงานของกล้ามเนื้อและเส้นประสาท ช่วยให้การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจเป็นปกติและการส่งสัญญาณประสาทที่ถูกต้อง รักษาความสมดุลของกรด-ด่างในเลือดและความดันโลหิตให้คงที่ ถ้าร่างกายขาดแคลเซียมจะทำให้เกิดโรคกระดูกอ่อนในเด็ก ส่วนในผู้ใหญ่จะเกิดภาวะกระดูกเสื่อม กระดูกผุหรือกระดูกพรุน ซึ่งภาวะกระดูกเสื่อมเกิดจากร่างกายขาดแคลเซียมหรือได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายต้องดึงแคลเซียมจากกระดูกมาใช้ ส่งผลให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลง กระดูกแตกหรือหักง่าย ในชีสนอกจากจะมีแคลเซียมในปริมาณสูงแล้ว ยังมีวิตามินดีและแมกนีเซียมซึ่งทำหน้าที่ร่วมกันกับแคลเซียมเพื่อช่วยให้กระดูกแข็งแรง ลดการเกิดโรคกระดูกผุกระดูกพรุนในผู้สูงอายุได้

3. ชีสช่วยซ่อมแซมส่วนต่างๆ ของร่างกาย เนื่องจากชีสเป็นแหล่งที่มาของโปรตีนที่ดี คือมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายในปริมาณสูง ทั้งยังเป็นสารอาหารที่สำคัญของร่างกาย เพราะ 80 เปอร์เซ็นต์ของร่างกายประกอบด้วยโปรตีน หากร่างกายขาดโปรตีนจะก่อให้เกิดผลเสีย ดังนั้นถ้าเราได้รับโปรตีนเพียงพอจะช่วยให้ผิวพรรณมีความยืดหยุ่นและช่วย ประสานแต่ละเซลล์ให้ยืดติดกันเป็นเนื้อเดียว ช่วยปกป้องริ้วรอย รวมถึงเพิ่มความแข็งแรงให้แก่เส้นผมและเล็บ อีกทั้งทำให้ระบบภูมิคุ้มกันมีความต้านทานดีขึ้น โปรตีนยังช่วยทดแทนเซลล์ของร่างกายที่สูญเสียไปในแต่ละวันด้วย คนที่ต้องการควบคุมน้ำหนักและนักกีฬาจึงควรได้รับโปรตีนให้เพียงพอ หากขาดโปรตีนจะทำให้การเจริญเติบโตช้าและมีพัฒนาการช้ากว่าปกติ ผมและเล็บเปราะ ฉีกขาดง่าย เกิดภาวะโลหิตจางและระบบภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอได้

4. ชีสช่วยเพิ่มน้ำหนัก หลายคนที่พยายามจะเพิ่มน้ำหนัก โดยเฉพาะคนที่เพิ่งหายจากอาการป่วย และน้ำหนักลดลงไปมาก การรับประทานชีสจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เนื่องจากชีสบางประเภทอุดมด้วยไขมันสูง ทำให้ได้พลังงานจากไขมัน เพราะฉะนั้นการบริโภคในปริมาณเพียงเล็กน้อยก็จะช่วยให้ได้พลังงานสูงและช่วยเพิ่มน้ำหนักแก่คนที่ต้องการได้

5. ในทางตรงกันข้าม ชีสก็สามารถช่วยควบคุมน้ำหนักได้เช่นกัน แต่เป็นชีสประเภทไขมันต่ำและโปรตีนสูงซึ่งจะเป็นแหล่งอาหารที่ดีสำหรับคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก เพราะโปรตีนช่วยให้รู้สึกอิ่มเร็วและอยู่ท้องได้นานกว่าอาหารประเภทข้าวขัด สี ทำให้ไม่ต้องการอาหารในปริมาณมาก พร้อมทั้งช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงเร็วเกินไป

ประโยชน์ของขอบขนมปัง

ส่วนของขนมปังที่มีไฟเบอร์มาก ที่สุดคือบริเวณขอบขนมปัง ทำให้เกิดความสงสัยว่าขนมปังเวลาอบก็ใช้แป้งอบเป็นก้อนเดียว กันไปเลย แต่เหตุไฉนไฟเบอร์จึงมีปริมาณสูงแค่บริเวณขอบ  ไม่ใช่ไฟเบอร์ แต่เป็น สารต้านอนุมูลอิสระ ดร.โทมัส ฮอฟมานน์ นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยมุนสเตอร์ เยอรมนี เป็นผู้พบว่า ขอบขนมปังเป็นแหล่งสารต้านอนุมูลอิสระอันอุดมสมบูรณ์มากกว่าส่วนอื่นๆ ของขนมปัง งานวิจัยของเขามาจากการตรวจสอบขอบขนมปัง เนื้อขนมปัง และแป้งธรรมดา พบว่าขอบขนมปังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่เรียกว่า โพรนีลไลซีน (pronyl-lysine) มากกว่าในส่วนที่เป็นขนมปังขาว 8 เท่า ขณะที่แป้งธรรมดาไม่มีเลย หมายความว่า สารต้านอนุมูลอิสระที่ว่าจะเกิดขึ้นต่อเมื่อขนมปังผ่านกระบวนการอบมาแล้วเท่านั้น งานวิจัยบอกด้วยว่าขนมปังที่มีสีน้ำตาลเข้ม เช่น ขนมปังโฮลวีท มีสารต้าน อนุมูลอิสระมากกว่าขนมปังสีขาว และสารต้านอนุมูลอิสระจะยิ่งเพิ่มจำนวนหากก้อนขนมปังที่เข้าเตาอบมีขนาดเล็ก เพราะชิ้นขนมปังเล็กๆ จะมีพื้นผิวที่มากขึ้นในการเกิดปฏิกิริยาในกระบวนการนี้ หากเทียบกับขนมปังที่เป็นก้อนใหญ่ หรือเป็นปอนด์ แต่ฮอฟมานน์เตือนว่า ถ้าพยายามอบขนมปังให้เป็นสีน้ำตาลจนเกรียมมากไป สารเคมีที่มีประโยชน์ก็จะอันตรธานได้ง่ายๆ เหมือนกัน  ทั้งนี้ วิธีการที่ทำให้ขอบขนมปังมีประโยชน์คือการอบ จากที่กระบวนการอบเป็นการเปลี่ยนสภาพที่ยังดิบให้สุกโดยการใช้ความร้อน ซึ่งทั่วไปแล้วเตาอบ จะมีอุณหภูมิระหว่าง 191-232 องศาเซลเซียส ระยะเวลาในการอบขึ้นอยู่กับขนาดและส่วนผสมของขนมปังแต่ละชนิด ในขณะอบจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ทางกายภาพและทางเคมีในโด คือ ความร้อนจะแผ่กระจายไปยังโด กระตุ้นให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีแรงดัน น้ำกลายเป็นไอและแอลกอฮอล์ขยายตัว ช่วยกันดันโครงร่างของโดให้มี ปริมาตรเพิ่มขึ้น

ลดน้ำตาลในเลือดด้วย “กิมจิ”

หากพูดถึงอาหารขึ้นชื่อของแดนโสมอย่าง “กิมจิ” ที่ต้องบอกว่าอาจจะเป็นที่ชื่นชอบแล้วไม่ชื่นชอบของใครหลายๆคนนะค่ะ แต่ไม่เพียงแค่ความอร่อยเท่านั้นนะค่ะ คุณทราบหรือไม่ค่ะ ว่าอาหารอย่าง เจ้ากิมจินั้น มีประโยชน์อะไรแอบแฝงด้วยละ อยากทราบแล้วใช่ไหมละค่ะ ว่าคืออะไร เราไปดูกันเลย ที่เรากล่าวไปนะค่ะ ว่ากิมจิไม่แค่อาหารจากแดนไกลที่อาจจะถูกปากและโดนใจใครหลายๆคนนะค่ะ แต่จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Journal of Medicinal Food พบว่า กิมจิ อุดมไปด้วยสารแอนตี้ออกซิแดนท์จำนวนมาก และยังช่วยลดน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย โดยจากการศึกษาดังกล่าวที่กล่าวถึงเรื่องของอาหารแดนโสมอย่างกิมจิ ที่สามารถลดน้ำตาลในเลือดได้อย่างรวดเร็วนั้น ในเรื่องนี้ทางด้านของนักวิจัยจากสถาบันวิจัยกิมจิและมหาวิทยาลัยปูซาน ทำการทดลองโดยให้กลุ่มตัวอย่างเป็นจำนวนทั้งหมด 100 คนด้วยกันค่ะ โดยทั้งนี้ทางด้านของนักวิจัยก็ทำทดลองโดยการให้กลุ่มตัวอย่างนั้นกินอาหารที่มีส่วนผสมของกิมจิมากหรือน้อยต่างกันเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ พบว่า ยิ่งกินมากผิวพรรณก็ยิ่งสดใสมาก ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดก็อยู่ในระดับที่ดีมากด้วย อีกทั้ง หากว่าคุณนั้นเลือกที่จะกินกิมจิเป็นประจำ ระบบขับถ่ายของคุณยังจะดีขึ้นได้ด้วย เพราะกิมจิมีจุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัสแบบเดียวกับในโยเกิร์ตอยู่เยอะมาก แม้แต่ มิเชลล์ โอบามา ยังยกให้กิมจิเป็นอาหารจานโปรดของเธอเลย  สำหรับอาหารจานนี้กิมจิ อาจจะโดนใจและถูกใจใครหลายๆคนเลยนะค่ะ เพราะนอกจากความอร่อยที่ส่งตรงจากแดนโสมแล้ว ยังไม่เพียงเท่านั้นนะค่ะ เพราะว่ายังช่วยในเรื่องของการลดน้ำตาลในเลือด ระบบขับถ่ายและที่สำคัญสาวๆต้องตาลุกด้วย เพราะว่ามันยังช่วยในเรื่องของความสวยความงามของสาวๆนั่นก็คือเรื่องผิวพรรณนั่นเองทราบแบบนี้แล้ว อาจจะลองให้กิมจินั้นเป็นอาหารจานโปรดของคุณหรือยังค่ะ ถ้ายังก็ลองเริ่มต้นมื้อนี้ด้วยกิมจิค่ะ

อันตรายจากการใช้ยาระบายเป็นประจำ

ยาระบายที่นิยมซื้อใช้กันส่วนใหญ่ในบ้านเรา เป็นยากลุ่มกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ (stimulant laxatives) เช่น ยาที่มีส่วนประกอบของสมุนไพรมะขามแขก และยา Bisacodyl (ส่วนใหญ่ที่พบจะเป็นยาเม็ดเคลือบสีเหลืองเล็กๆ) ขนาดการใช้ยาระบายกลุ่มนี้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการท้องผูก และการตอบสนองของผู้ป่วย และควรใช้เท่าที่จำเป็นในช่วงสั้นๆ เท่านั้น ไม่ควรใช้ในการลดความอ้วน หรือใช้บรรเทาอาการท้องผูกติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เพราะเมื่อใช้ยาในกลุ่มนี้ต่อเนื่องไปนานๆ จะทำให้เกิดภาวะลำไส้เคยชินต่อยาระบาย ร่างกายไม่สามารถขับถ่ายได้เอง และจะทนต่อยามากขึ้นเรื่อยๆ จนต้องเพิ่มขนาดยามากขึ้นเรื่อยๆ ลำไส้ทำงานไม่ปกติยากต่อการแก้ไข นอกจากนี้ยังอาจเกิดภาวะปวดท้อง ระดับเกลือแร่เสียสมดุล ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง เวียนศีรษะได้อีกด้วย การรักษาอาการท้องผูกที่ถูกวิธีคือการรักษาที่สาเหตุ เช่น บางคนดื่มน้ำน้อยเกินไป ทานอาหารประเภทกากใยน้อยเกินไป มีภาวะเครียด หรือรับประทานยาบางประเภทที่ทำให้ท้องผูก เช่น ยาแก้ท้องเสียบางชนิด รับประทานมากเกินไปอาจทำให้ท้องผูก (Immodium, Lomotil เป็นต้น) ส่วนการลดความอ้วนที่ถูกวิธีนั้น ควรรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย และออกกำลังกายเป็นประจำ ส่วนการรับประทานยาระบายเป็นเพียงการระบายมวลอุจจาระออกจากร่างกายไม่ได้มีผลต่อการลดการดูดซึมไขมัน หรือลดไขมันที่สะสมอยู่ออกจากร่างกายแต่อย่างใด ดังนั้น คราวต่อไปก่อนหยิบยาระบายขึ้นมาใช้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ลองฉุกคิดดูสักนิดว่าพอจะแก้ไขด้วยทางเลือกอื่นได้หรือไม่ และให้ยาระบายเป็นทางเลือกอันดับท้ายๆ ดีกว่าไปทำลายระบบขับถ่ายของร่างกายด้วยการกินยาระบายเป็นประจำจนทำให้การทำงานของลำไส้ผิดปกติไป

ด่ายับ โรงเรียนออกหนังสือเรียนเพศศึกษา”สุดโจ่งครึ่ม”

ด่ายับ โรงเรียน”ลามก”ออกหนังสือเรียนเพศศึกษา”สุดโจ่งครึ่ม”ให้เด็ก 5 ขวบอ่าน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 2 พ.ค.ว่า บรรดาผู้ปกครองของนักเรียนในโรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน แสดงปฎิกิริยาไม่พอใจอย่างแรง หลังโรงเรียนแห่งนี้ได้ออกหนังสือเรียนเพศศึกษาที่มีภาพวาดแสดงให้เห็นการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างเด็กหนุ่มสาวอย่างโจ่งครึ่มและไม่เหมาะสมอย่างแรง รายงานระบุว่า หนังสือเพศศึกษาดังกล่าวใช้สำหรับเด็กนักเรียนวัย 5 ปี มีชื่อว่า”พวกเรามาจากไหน” มีภาพและคำบรรยายที่เป็นการ์ตูนแสดงมีการเพศสัมพันธ์อย่างโจ่งครึ่ม โดยการ์ตูนบรรยายภาพวัยรุ่นชายและวัยรุ่นหญิงชื่อว่า”ลาร์ส”และ”ลิซ่า”มีเพศสัมพันธ์ในหลายท่วงท่า รวมทั้งภาพลิซ่าสวมถุงยางอนามัยให้แก่ลาร์ส อีกทั้งยังมีการบรรยายสภาพของอวัยวะเพศหลังมีเพศสัมพันธ์กันด้วย ขณะที่กระแสโจมตียังรวมทั้งจากนักการเมือง โดยสมาชิกพรรคคริสเตียน โซเซี่ยล ยูเนี่ยน บอกว่า การให้ความรู้ทางเพศควรจะดำเนินพร้อมไปกับพัฒนาการของเด็ก ๆ ไม่ใช่กระตุ้นให้พวกเขารีบมีเพศสัมพันธ์ ส่วนสมาชิกอีกรายบอกว่า เธอคัดค้านการ”ให้ความรู้ด้านเพศศึกษาที่ไม่จำเป็น”ต่อเด็ก ๆ ทั้งนี้ หนังสือเล่มนี้ถูกตีพิมพ์ครั้งแรก โดยความร่วมมือกับกลุ่มวางแผนครอบครัว”โปร ฟามิเลีย เมื่อปี 1991 โดยสำนักผู้พิมพ์อ้างว่า ปัจจุบัน ไม่มีการผลิตหนังสือเพศศึกษาเล่มนี้อีกแล้ว ขณะที่โรงเรียนดังกล่าวไม่ยอมออกมาแสดงทัศนะใด ๆ หลังเกิดกระแสรุมโจมตีดังกล่าว